Soft side ของการบริหารความรู้
หลุมพรางของการจัดการความรู้ก็คือ ความไม่เข้าใจ การมุ่งเน้นที่เครื่องมือ และขาดการดูดซับความรู้จากผู้รู้ในองค์กร เสาวคนธ์ ศิรกิดากร กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552
การหมุนเวียน เปลี่ยน ต่อยอดและถ่ายทอดองค์ความรู้ในระดับองค์กร หรือที่รู้จักกันอย่างดีในชื่อ Knowledge Management ดูจะเป็นเรื่องหนักอกของผู้บริหารองค์กรที่กำลังจัดการอยู่แต่ยังหา “จุดลงตัว” ยาก
จากประสบการณ์ของดิฉันพบได้ว่า มีความพยายามจะปรับใช้แนวคิดนี้ในบ้านเรามาไม่น้อยกว่าห้าปีแล้ว อาจด้วยองค์กรกำลังขับเคลื่อนผ่านคลื่นยุคที่สาม ความพยายามในการบริหารความรู้ล้วนเป็นไปในการทำให้องค์ความรู้ที่มีในตัวคน ถูกดูดซับ รวบรวมและแตกกอต่อยอด ไปยังสมาชิกในองค์กร ได้ใช้เรียนรู้ทางลัด เป็นฐานในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือแก้ไขปัญหาที่พบประสบพบเจอร่วมกัน
การบริหารความรู้ หรือ Knowledge Management แม้จะมี “คุณค่า” ทั้งต่อองค์กรและตัวพนักงาน อีกทั้งยังสามารถสร้าง “มูลค่า” ทางธุรกิจได้ อย่างยากนักจะถกเถียงโต้แย้ง แต่ในการจัดการเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพสุดท้าย ที่พนักงานสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ ใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวกง่ายดาย และพัฒนาต่อยอดได้ ถือเป็นการจัดการเรื่องใหญ่ และเป็นภาระผูกพันระยะยาว ไม่แพ้กลยุทธ์ทางการจัดการองค์กรและบริหารคนรูปแบบอื่นใด
แม้แนวคิดนี้จะดีพร้อมชนิดไร้ข้อกังขา แต่ในทางปฏิบัติแล้ว พบว่าผู้จัดการโครงการบริหารความรู้ มีแนวโน้มจะประสบกับอุปสรรคชวนท้อใจกลางคันหลากประการด้วยกัน แต่เมื่อเริ่มเสียแล้ว แถมยังลงแรง ลงเงิน ลงใจไปไม่น้อย จะให้ล้มเลิก หรือกลับลำกลางคันก็กระไรอยู่ แต่ก่อนจะเดินต่ออย่าง “จับหัวใจ” ของการจัดการความรู้ให้อยู่หมัด เราลองพิจารณาหลุมพรางของการจัดการความรู้กันดีไหมคะ เผื่อว่ามีบางประเด็นที่ผ่านหู ผ่านตา หรือว่าเฉียดๆ จะตกหลุมพรางเต็มทีจะได้พลิกยุทธวิธีรับมือได้ทัน
ไม่เข้าใจองค์ความรู้องค์กร จุดเริ่มต้นที่สวยงาม อย่างการทำความรู้จักตนเองว่า องค์กรของเรานั้น มีความรู้ ความเชี่ยวชาญใด ที่เป็นจุดแข็งจุดขายเด่นชัดเฉพาะตัว เป็นตัวเร่งขีดความสามารถในการแข่งขัน ตอบโจทย์วิสัยทัศน์อันเป็นภาพฝันในระยะยาว เป็นหลักคิดเพื่อที่จะได้วิเคราะห์ว่า องค์ความรู้ขององค์กรที่แท้จริงคือเรื่องใด และเริ่มการจัดการจากตรงนั้น
แม้จะเป็นหลักคิดที่ใช่ว่าจะซับซ้อน แต่พบได้ไม่น้อยว่า การจับประเด็นองค์กรความรู้เกิดอาการ “ผิดทาง” ตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยไม่ได้มองกลับเข้ามาค้นหาตัวเอง หากแต่มองออกไปข้างนอกว่า กำลังอินเทรนด์เรื่องใด จึงพลาดที่จะหยิบเอาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในตัวมาจัดการให้เกิดประโยชน์
มุ่งเน้นที่เครื่องมือ อาจเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่มีผู้เข้าใจว่าการจัดการองค์ความรู้ คือการจัดทำ Software หรือ Web base ในลักษณะ e-learning ทั้งที่รากแก้วขององค์กรแห่งการเรียนรู้คือ วัฒนธรรมการใฝ่รู้ การท้าทายตัวเอง และการหมั่นแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ และไอเดียใหม่ๆ อีกทั้งแก่นแกนขององค์ความรู้ คือเนื้อหาเชิงปัญญา ที่จะนำเอาไปปรับใช้ได้จริงกับหลากสถานการณ์
เมื่อจัดทำเครื่องไม้เครื่องมือที่สวยหรูดูดี แต่เมื่อเริ่มใช้การณ์กลับกลายเป็นว่าไม่มีเสียงตอบรับจากสมาชิกในองค์กร ไม่การตื่นตัว ตอบรับ หรือหยิบยกไปใช้พัฒนาตนเองอย่างจริงจัง ด้วยเป็นเพราะขาดการปูพื้นฐานความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ถ่ายทอด และพัฒนาความรู้ของคนในองค์กร ประกอบกับวัฒนธรรมองค์กรที่แท้จริงไม่เอื้อต่อการบริหารความรู้ ด้วยปิดกั้นการแสดงออก หรือไร้การกระตุ้นจูงใจฉายสปอตไลต์ไปยังผู้ที่ใฝรู้
ขาดการดูดซับความรู้จากผู้รู้ในองค์กร การดึงเอาความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ มุมคิดของผู้ที่ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญในองค์ความรู้องค์กร มักดำเนินการแบบน้อยครั้งแต่หวังผลเป็นเลิศ ผ่านวิธีการที่แห้งแล้งเช่นการสัมภาษณ์ หรือการเขียนคู่มือ
สำคัญมักจะเริ่มปฏิบัติการดูดซับกับเมื่อผู้รู้จวนจะเกษียณอายุ หรือจะลาออกจากองค์กร การได้มาซึ่งความรู้จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ไม่กระจ่างชัดสมบูรณ์ คุณภาพของความรู้ในเชิงพลิกแพลง และกระบวนการคิดจึงพร่องไปอย่างน่าเสียดายที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ความตั้งใจจริงทั้งของผู้ให้และผู้รวบรวมองค์ความรู้ ยังเป็นเรื่องที่หย่อนการจัดการอยู่มาก
คราวหน้าดิฉันจะชวนคุยต่อเรื่องการจัดการ Soft side ของการบริหารความรู้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งป้องกันและแก้ไขการตกหลุมพรางในทางปฏิบัติค่ะ


