3 ยุคความดีเครือซีพี มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท
ชนิตา ภระมรทัต กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
หากแกะรอยแนวคิดไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีสองสูงของ ธนินท์ เจียรวนนท์ หรือกิจกรรมเพื่อสังคมของซีพีเอฟ ที่สุดจะพบว่ามูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทเป็นหนึ่งในส่วนร่วมเสมอ
องค์กรนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 ด้วยจุดประสงค์ของผู้บริหารและเหล่าพนักงานของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ต้องการสานต่อเจตนารมณ์ในอันที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทให้สอดคล้องกับแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจในงานพัฒนาสังคมขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
เป้าหมายหลัก จึงเป็นเรื่องของการกำจัดคำว่า "ด้อยโอกาส" รวมถึง "ยกระดับ" ให้ชีวิตเกษตรกรไทย
และไม่แตกต่างจากองค์กรธุรกิจเส้นทางขององค์กรที่ทำความดีก็ต้องอาศัยการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพฝีมือการทำงานเพราะผลลัพธ์ที่ดีมักต้องการการบริหารจัดการที่ดีเสมอ
สุปรี เบ้าสิงห์สวย ผู้จัดการ มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท เครือเจริญโภคภัณฑ์ อธิบายว่า วงจรของการดำเนินงานมูลนิธิฯ นั้นจวบถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 3 ยุค ยุคแรกคือ การเป็น Doer เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ เปรียบก็เหมือนเป็นช่วงเด็กที่กำลังหัดเดิน หรือคนกำลังหัดขับรถ หากอยากเดินได้คล่องหรือขับรถได้เก่งชำนิชำนาญในวันข้างหน้าก็ต้องลงมือด้วยตัวเองทั้งสิ้น
"ในช่วงเริ่มต้นความคิดของเราคืออยากทำความดีถวายในหลวง แต่จะเป็นรูปของการบริจาคเงินหรือสร้างเป็นอาคารถาวรวัตถุมันก็ไม่สามารถตอบ โจทย์แนวพระราชดำริว่าด้วยเรื่องการพัฒนาชนบทและเกษตรกรได้เลย จึงคิดใหม่ว่าทำไมเราถึงไม่เอาแรงกาย แรงใจ และสติปัญญาทั้งหมดที่มีทำถวายพระองค์ล่ะ"
เขาบอกว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ต้องอาศัยความ "ฉลาด" และความ "เฉลียว" เนื่องจากการเกษตรนั้นมีตัวแปรและความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะฝนฟ้าที่ปรวนแปร เป็นต้น
ความฉลาดหมายถึงการนำเอาวิชาการมาใช้ รวมถึงมีวิธีการจัดการที่ถูกต้อง ส่วนความเฉลียวนั้นหมายถึงวิทยาการที่มีอยู่ไม่อาจใช้ได้ในทุกๆ เรื่อง ก็เหมือนว่าอย่าไปหวังว่าจะกินยาพาราเซตามอลแล้วจะช่วยได้ไม่ว่าจะปวดหัวหรือปวดท้อง
"เคล็ดลับก็คือคำว่าง่ายและเล็ก เราต้องสอนให้เกษตรกรเข้าใจได้ง่ายและสามารถเริ่มต้นทำได้ด้วยตัวเองในขนาดเล็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก"
อย่างไรก็ดีในยุคแห่งการเป็น Doer นั้นมูลนิธิมุ่งเน้นไปเรื่อง "เยาวชน" ด้วยหลักคิดคือ ต้องการให้ลูกหลานของเกษตรกรสืบสานอาชีพเดิมของพ่อแม่
"มันจะนำไปสู่ความยั่งยืนหากพวกเขารักแผ่นดิน รักอาชีพเดิมของพ่อแม่ เห็นว่าเกษตรกรเป็นอาชีพมีค่า ต้องการสานต่อตรงนี้จะเป็นจุดแตกหัก ถ้าลูก หลานมองอาชีพพ่อแม่ว่าเหม็นเหนื่อย ไปทำงานในห้างดีกว่าทำไมต้องดำนาเข้าเล้าหมู"
วิธีการก็คือมีการคัดเลือกเด็กจบการศึกษาประถมปีที่ 6 เข้ารับการอบรมด้วยหลักสูตรการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ที่อิงระยะเวลาจริงคือประมาณ 4 เดือน
"เราสอนเขาตั้งแต่การเตรียมดิน เพาะกล้า ลงแปลง และการดูแลว่าต้องทำอย่างไรกับหนอนหรือแมลงต้องใส่ปุ๋ยกี่ครั้ง จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและส่งขายซึ่งที่ผ่านมาเราอบรมเด็กไปแล้วกว่าพันคน"
แม้ว่าการเป็นนักปฏิบัติจะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ หากแต่ผลผลิตจะได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ที่ผ่านการอบรมกลับไม่สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้จริง
"ศักยภาพเยาวชนแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนมีที่บางคนไม่มี บางที่ก็มีน้ำบางที่ก็ไม่มีน้ำ พ่อแม่บางคนสนับสนุนหาเงินทุนให้ทำ แต่พ่อแม่บางคนก็บอกว่าอย่าทำเพราะเท่าที่ทำมาก็มีแต่หนี้สู้ไปขายแรงงานดีกว่า ที่สำคัญเขาไม่รู้จะเอาผลผลิตไปขายที่ไหน ไม่เหมือนตอนที่กำลังเรียนกับที่มีตลาดรองรับ ขณะที่บ้านของพวกเขาก็อยู่ห่างไกลกระจายกันเราเองช่วยไม่ไหว"
สุปรีบอกว่าต้นน้ำของวิธีการนี้แล้วก็ตามแต่ติดขัดตรงกระบวนการติดตามซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ อย่างไรก็ดีโดยรวมเขาเห็นว่าหลักคิดนี้ดีแล้วแต่ต้องอาศัยการปรับปรุง
จึงนำไปสู่ยุคที่ 2.co-ordinate การมีพันธมิตรร่วมมือทำงาน รวมถึงการขีดเส้นเพื่อจำกัดขอบเขตพื้นที่ของโครงการความช่วยเหลือ
"การอบรมแม้หลักสูตรดี ทำให้เด็กเห็นว่าอาชีพพ่อแม่มีคุณค่าแต่รูปธรรมไม่เกิดได้จริง เราก็เปลี่ยนแนวทางจัดพื้นที่เฉพาะแล้วหาความร่วมมือจาก องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการเงิน ระดมสรรพกำลังเต็มที่ เรามุ่งเน้นพัฒนาอาชีพเดิมและเสริมอาชีพใหม่ให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่โครงการโดยให้ความรู้เขาอย่างเป็นระบบ เพราะอาชีพเกษตรจะไม่ต่ำต้อยด้อยค่าแต่มั่นคงได้ต้องอาศัยวิชาการ เรามีนักวิชาการเฉพาะปลูกข้าว เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ซึ่งตรงนี้ซีพีเอฟ ช่วยเราได้ทั้งหมดเลย"
จนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นยุค organizer ซึ่งหมายถึงการเป็นองค์กรที่จุดประกายและเชิญชวนให้ไม่ว่าองค์กรภาครัฐหรือเอกชน อีกทั้งปัจเจกชนทั่วไปเกิดความสนใจและเข้าร่วมโครงการ
"การขยับขึ้นมาในฐานะนี้ได้เพราะมูลนิธิฯ เรามีโนว์ฮาว มีโมเดล มีคู่มือการทำงาน เรามีความเข้าใจการทำงานทุกขั้นตอน เข้าใจการดูแลเกษตรกรที่มีอยู่หลายระดับ มีความสามารถดูแลพันธมิตรไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ หรือเอกชน เรารู้วิธีการว่าควรทำแบบไหนอย่างไร ซึ่งการทำหน้าที่จุดนี้เราจะยกเครดิตให้กับทุกหน่วยงานที่เข้าร่วม"
เขาเปรียบว่าหากเป็นพวงมาลัยมูลนิธิฯ จะเป็นเหมือนเส้นด้ายขณะที่องค์กรที่เข้าร่วมจะเป็นเหมือนดอกไม้หลากหลายชนิดซึ่งจะสดสวยยิ่งขึ้นหากการร้อยเสร็จสิ้น
"เราคิดว่ามาถูกทางแล้วเราต้องใช้พลังขององค์กรอื่นมาช่วยทำงานเพราะต่างก็มีประสบการณ์ เช่นองค์กรภาครัฐในเรื่องการพัฒนาคนเขาเก่งขณะที่เราต้องไปเติมเต็มข้อจำกัดเขาในเรื่องการตลาดการเงิน เป็นต้น การที่ได้พลังร่วมก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดตรงความแตกต่างแต่พอรวมกันก็กลายเป็นดีอย่างไม่น่าเชื่อ"
ขณะที่สุปรีบอกว่าทุกวันนี้บทบาทของมูลนิธิฯ ยังเป็นทั้ง Doer เป็น co-ordinate และเป็นทั้ง organizer ขึ้นอยู่กับโครงการ แต่ที่จะไม่ทิ้งขว้างก็คือบทบาทการเป็น Doer
"เราต้องเทียวไล้เทียวขื่อ แม้จะช่วยเหลือไม่ได้มาก แต่เมื่อพอคนจิตใจดีจะมองปัญหาเล็กลง ในบทบาทนี้มูลนิธิฯ ต้องเดินหน้าต่อ"
เงินทองนับเป็นเรื่องรองหากแต่สิ่งที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ก็คือ "จิตใจของคน"


