อเมริกันปรับตัวอย่างไร ในช่วงเวลาวิกฤติ
พีรพล กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วกันนะครับว่า โลกของเรากำลังเผชิญกับปัญญาวิกฤติเศรษฐกิจที่ว่ากันว่าวิกฤติที่สุดในรอบ 100 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่รัฐบาลของประธานาธิบดีบารัก โอบามา พยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐอย่างมโหฬารแทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้ประเทศสหรัฐต้องขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมาก จนเกิดความกังวลกันทั่วไปว่า ประเทศสหรัฐจะถูกปรับลดมุมมอง (Outlook) ด้านอันดับเครดิต (Credit Rating) เหมือนอย่างที่ประเทศอังกฤษถูกปรับลดมุมมองด้านอันดับเครดิตมาแล้วหรือไม่ (S&P ประกาศลดมุมมองด้านอันดับเครดิตของประเทศอังกฤษลงจาก Stable มาเป็น Negative เมื่อเดือนที่แล้ว)
ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Federal Reserve (Fed) ก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ เริ่มด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Fund Rate) ตามมาด้วยวิธีการที่เรียกว่า Quantitative Easing ที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว และพันธบัตรที่เรียกว่า Agency Mortgage-backed Securities การที่ธนาคารกลางสหรัฐออกมาทำอย่างนี้ เสมือนเป็นการพิมพ์เงินออกมาอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทำให้ราคาของพันธบัตรที่เป็นเป้าหมาย มีราคาที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอยู่ในระดับที่ต่ำๆ (เมื่อราคาพันธบัตรปรับตัว (Bond Price) สูงขึ้น อัตราผลตอบแทน (Yield) นั้นย่อมลดต่ำลง)
ทั้งนี้ Fed มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะกดให้อัตราดอกเบี้ยในการผ่อนบ้าน (Mortgage Rate) ให้ต่ำๆ เพื่อเป็นการประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ ที่ฟองสบู่ได้แตกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว (เนื่องจากธนาคารต่างๆ ในสหรัฐมักจะใช้ Yield ดังกล่าวเป็นตัวอ้างอิงในการกำหนดดอกเบี้ยสำหรับ Mortgage Rate)
Timothy Geithner รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เดินทางไปเยือนประเทศจีนเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 เพื่อยืนยันกับจีนว่า นโยบายที่สหรัฐได้ดำเนินการไปและดำเนินการอยู่นั้นถูกทางแล้ว สหรัฐตอนนี้ต้องเอาใจจีนเป็นพิเศษ เนื่องจาก ณ เดือนมีนาคม 2552 จีนได้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน (U.S. Treasury Bond) อยู่ 768,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณกว่า 26 ล้านล้านบาท) ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้ตอบคำถามหลังการกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งว่า “ทรัพย์สินของจีนที่อยู่ในรูปของเงินดอลลาร์มีความปลอดภัยอย่างยิ่ง” ซึ่งคำตอบนี้ได้เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งห้องประชุมที่ผู้เข้าฟังซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยดังกล่าว
แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เริ่มจะลดลงไปเรื่อยของนานาประเทศ ที่มีต่อสกุลเงินดอลลาร์ จากการดำเนินนโยบายด้านการคลังและการเงินของสหรัฐในขณะนี้ (รายละเอียดติดตามใน “Geither tells China its dollar assets are safe” Reuters, June 1st 2009)
ขอย้อนกลับมาพิจารณาที่ระดับ Micro นะครับ พบว่าในช่วงเวลาวิกฤติอย่างนี้ ยังมีสินค้าบางชนิด/ประเภทในสหรัฐยังคงมียอดขายที่เพิ่มขึ้น เช่น ช็อกโกแลต อาหารกึ่งสำเร็จรูป ทีวีจอแบน เมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว ถุงยางอนามัย ไวน์ราคาถูก รองเท้าวิ่ง ยาและวิตามิน อุปกรณ์ซ่อม/บำรุงรักษารถยนต์ ปืน และทองคำ เป็นต้น (รายละเอียดติดตามใน “Bucking the recession: Sales of chocolate, running sneakers, Spam, plant seeds, cheaper wines” AP, May 16th 2009 และ “The Recession, Wal-Mart Style, New York Times, June 6th 2009)
แม้คนอเมริกันส่วนใหญ่ตัดรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เลื่อนการซื้อรถยนต์คันใหม่ออกไป แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังคงใช้จ่ายสินค้าที่สามารถสร้างความสุขให้กับตนเองได้ที่บ้าน เช่น ช็อกโกแลต หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปจำพวก พิซซ่า หรือ Macaroni ที่ซื้อกับมารับประทานที่บ้าน
สังเกตจากบริษัท Hershey ผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ ที่มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 20% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 และบริษัทผลิตอาหารอย่าง Kraft Foods ก็รายงานถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในผลิตภัณฑ์อาหารจำพวก Macaroni และ Cheese Dinners
สินค้าที่สร้างความสุขในบ้าน เช่น ทีวีจอแบนและหนังแผ่นก็ยังขายดี เช่นเดียวกันกับเมล็ดพันธุ์พืชสวนครัว จำพวก ถั่วเขียว มะเขือเทศ แตงกวา ผักกะหล่ำ เพื่อการทำสวนภายในบ้าน ก็มียอดเพิ่มขึ้นประมาณ 30% (ทำให้อดนึกไปถึงโครงการ “ผักสวนครัว รั้วกินได้” ในบ้านเราเมื่อ 10 ปีกว่าที่แล้วไม่ได้)
ยอดขายถุงยางอนามัยในสหรัฐก็เพิ่มขึ้นประมาณ 5% สอดคล้องกับ Traffic ในเว็บไซต์หาคู่ Match.com ที่มียอดสูงที่สุดในรอบ 7 ปี
คอไวน์ทั้งหลายไม่ได้ดื่มไวน์น้อยลงในช่วงวิกฤตินี้ (โดยตัวเลขยอดขายไวน์แคลิฟอร์เนียในสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 2% มาอยู่ที่ประมาณ 467 ล้านแกลลอน) แต่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากไปนั่งจิบไวน์จากที่ร้านมาเป็นที่บ้าน และเลือกที่จะซื้อไวน์ราคาที่ถูกลงแทน
ยอดขายที่เพิ่มขึ้นของรองเท้าวิ่ง (เพิ่มขึ้นประมาณ 2%) รวมถึงยาและวิตามินที่ยังขายดี แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันหันมาใส่ใจในสุขภาพกันมากขึ้น
อุปกรณ์ซ่อม/บำรุงรักษารถยนต์ เช่น น้ำมันเครื่อง กรองอากาศ หรือยาง ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่าผู้คนยินดีที่ใช้รถยนต์กันเก่าไปก่อน แทนที่จะซื้อรถคันใหม่ในช่วงเวลานี้
ยอดขายปืนที่เพิ่มขึ้นถึง 27% ในช่วงต้นปีของบริษัท Smith & Wesson แสดงให้เห็นถึงระดับความกลัว และความพยายามที่จะพึ่งตนเองกันมากขึ้น ในขณะที่ยอดขายทองคำที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันต้องการมีหลักประกันทางการเงิน เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ถดถอยลงของระบบการเงินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีฐานะเป็น Safe Haven ณ ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนในรูปแบบต่างๆ
แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ ได้ปรับตัวรับกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้กันบ้างแล้วอย่างไร ?


