อินเดีย มหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552
อินเดียจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพของการเจริญเติบโตสูงในศตวรรษที่ 21 ที่เรียกว่า "BRIC อันประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน" ทั้งนี้จากการประมาณการของบริษัทโกลด์แมน แซคส์ คาดว่าภายในปี 2050 หรืออีกประมาณ 40 ปีข้างหน้านี้ ขนาดของเศรษฐกิจประเทศอินเดียจะแซงหน้าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามาเป็นลำดับที่สอง ทั้งนี้รองจากประเทศจีน ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ในลำดับที่สาม เทียบกับในปัจจุบันที่เศรษฐกิจอินเดียมีมูลค่าประมาณ 1,100 พันล้านดอลลาร์ เป็นเศรษฐกิจใหญ่ลำดับที่ 11 ของโลกในปี พ.ศ.2550
ปัจจัยที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของอินเดียเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว มีหลายปัจจัยด้วยกัน ที่สำคัญๆ ได้แก่ การมีขนาดประชากรที่ใหญ่เป็นลำดับที่สองของโลก (มีจำนวนประชากร 1.1 พันล้านคน) และมีประชากรแรงงานจำนวนสูงถึงประมาณ 700 ล้านคน ยังมีข้อได้เปรียบทางด้านภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีพื้นฐานความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทำให้ประเทศอินเดียได้รับงานเหมาช่วงงานทางด้านการผลิตซอฟต์แวร์และการเป็นคอลล์เซ็นเตอร์
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ อินเดียได้มีการปฏิรูปนโยบายการค้าจากเดิมที่เคยเน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้ามาเป็นสนับสนุนการส่งออก (ตามโมเดลของประเทศในเอเชียตะวันออก) ด้วยการปรับลดกำแพงภาษีที่เป็นอุปสรรคทั้งหลาย และนอกจากนี้รัฐบาลยังได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกในอนาคตไว้ค่อนข้างสูง ทั้งนี้จะให้สัดส่วนการค้าของอินเดียคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5 ของการค้าของโลกภายในปี 2050 จากที่มีสัดส่วนต่อการค้าโลกเพียงประมาณ 1.5% ในปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าจะเป็นการขยายตัวของการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไปยังประเทศจีนที่มีสัดส่วนเพิ่มจาก 2.4% ในปี 2000 เป็น 10.8% ในปี ค.ศ.2007
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่จะเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจของอินเดียก็มีอยู่หลายประการ ที่สำคัญๆ คือการบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่ฐานะการคลังของอินเดียขาดดุลในระดับที่สูงจนไม่น่าจะยั่งยืนได้ ทั้งนี้การขาดดุลการคลังของภาครัฐนั้นคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 6 ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) และสัดส่วนของภาระหนี้ภาครัฐสูงถึงกว่า 70% ของจีดีพี (ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของสัดส่วนภาระหนี้สาธารณะของประเทศกำลังพัฒนาจำนวน 48 ประเทศอยู่ที่ประมาณ 40% ของจีดีพี)
การที่ฐานะการคลังของภาครัฐขาดดุลในระดับที่สูงนี้ จะเป็นข้อจำกัดในการขยายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับการพัฒนาประเทศ เช่น ระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร ตลอดจนบริการพื้นฐานทางด้านสังคมประเภท สถานศึกษาทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ตลอดจนบริการสาธารณสุข ที่ยังต้องการการลงทุนอีกจำนวนมาก ถ้าหากอินเดียจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 7-8% ต่อปี
นอกจากปัญหาการขาดดุลการคลังแล้ว จะยังคงต้องมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ ขั้นตอนต่างๆ อีกค่อนข้างมาก เพราะการทำธุรกิจในอินเดียนั้นมีระเบียบขั้นตอนปฏิบัติที่ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลา ตัวอย่างเช่น หากต่างประเทศต้องการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นของอินเดียต้องใช้ระยะนานเป็นหลายเดือน นอกจากนี้แล้วระบบบัญชีของธุรกิจนั้นก็ยังซับซ้อนและยากต่อการทำความเข้าใจทำให้การพัฒนาตลาดเงินตลาดทุนของอินเดียจึงยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร


