You are here:

สวัสดิการสังคมของไทยจะไปทางไหน

สวัสดิการสังคมของไทยจะไปทางไหน

มุมมองบ้านสามย่าน : ตะวัน วรรณรัตน์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นับตั้งแต่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้เสนอชุดของนโยบายสาธารณะ ที่ถูกเรียกว่านโยบายประชานิยม ก็ได้มีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากต่างๆ จากหลายภาคส่วนของสังคมตามมา ทั้งจากส่วนของภาควิชาการและภาคประชาสังคมบางส่วน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยมก็ได้เสนอแนวทางรัฐสวัสดิการขึ้นเป็นตัวแบบในการเทียบเคียงกับนโยบายประชานิยม จนทำให้เกิดข้อถกเถียงที่หาจุดจบไม่ได้ ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนการไม่ลงรอยกันของความคิด คืองานสัมมนาวิชาการประจำปีของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในปี พ.ศ.2550 ภายใต้หัวข้อ “จะแก้ปัญหาความยากจนกันอย่างไร : แข่งขัน แจกจ่าย หรือสวัสดิการ” ซึ่งมีนัยแสดงให้เห็นถึงบรรยากาศของความแตกต่างทางความคิดระหว่างประสิทธิภาพและข้อจำกัดของระบบตลาด นโยบายประชานิยม และรัฐสวัสดิการ

ในปัจจุบันกระแสของนโยบายประชานิยมค่อยๆ คลายตัวลงไปตามวัฏจักรและบริบทของการเมือง เช่นเดียวกับกระแสของแนวคิดรัฐสวัสดิการที่ได้ค่อยๆ จางลงไป เนื่องด้วยในโลกแห่งความเป็นจริงสถานภาพของประเทศไทยยังคงมีข้อจำกัดหลายประการในการก้าวไปให้ถึงความเป็นรัฐสวัสดิการ อย่างไรก็ตามชนวนของแนวคิดการจัดสวัสดิการพื้นฐานโดยรัฐที่ได้ถูกจุดขึ้นผ่านนโยบายประชานิยมและแนวคิดรัฐสวัสดิการก็ยังคงได้รับการสานต่อจากภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของภาควิชาการ มีนักวิชาการได้ทำการศึกษาและนำเสนอแนวคิดและตัวแบบต่างๆ ของการจัดสวัสดิการสังคม เช่น ระบบตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) การจัดสวัสดิการให้กับกลุ่มคนประเภทต่างๆ ระบบบำนาญแห่งชาติ รวมถึงประสิทธิภาพของระบบการรักษาพยาบาลเปรียบเทียบระหว่าง กองทุนประกันสังคม ระบบสวัสดิการของข้าราชการและระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ในส่วนของภาคประชาชน การเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ของกองทุนประกันสังคมที่ได้ขยายความคุ้มครองให้กับผู้ประกันตนออกไปจนครบ 7 ประการ ก็ได้ทำให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มของแรงงานนอกระบบส่วนหนึ่ง ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลขยายความคุ้มครองระบบประกันสังคมออกมาสู่กลุ่มของพวกตนด้วย

ในส่วนของภาคการเมือง พรรคการเมืองที่ได้ครองอำนาจรัฐในเวลาต่อมายังคงให้ความสำคัญกับนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและได้ขยายการจัดสวัสดิการออกไปสู่การให้บำนาญผู้สูงอายุเป็นจำนวนเงิน 500 บาท

ท่ามกลางการนำเสนอแนวคิดและตัวแบบจากภาควิชาการ การเรียกร้องจากภาคประชาชน และการกำหนดนโยบายจากภาคการเมืองที่ดูเหมือนจะเป็นแรงกระตุ้นและสร้างความคึกคักให้กับประเด็นสาธารณะนี้ แต่ในที่สุดก็แล้วกลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือลักษณะของการต่างคนต่างทำทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค กล่าวคือในแต่ละภาคส่วนไม่ได้มีการประสานงานหรือการพูดคุยกันในระดับที่จะนำไปสู่ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมและเป็นเอกภาพ หรือแม้ว่าจะมีการประสานงานเกิดขึ้นแต่ก็เป็นในลักษณะของการทำงานเฉพาะกิจหรือเฉพาะหน้า ซึ่งผลที่ตามมา (แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม) คือทุกภาคส่วนไม่ได้นำเสนอวิธีคิดที่วางบนพื้นฐานของหลักการที่ตนเองกำลังเรียกร้อง ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏออกสู่สังคมจึงอยู่ในรูปของการนำเสนอตัวแบบและนโยบายที่กระจัดกระจาย

รูปแบบของสวัสดิการต่างๆ ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่ถูกนำเสนอขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบบำนาญแห่งชาติ การขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นตัวอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นการพูดถึงเรื่องเดียวกันอยู่ คือ เรื่องการจัดสวัสดิการสังคม แต่หากพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าแต่ละเรื่องที่ถูกนำเสนอและบางเรื่องได้ถูกดำเนินการไปแล้วนั้น มีลักษณะของชิ้นส่วนที่เหลื่อมซ้อนทับกันอยู่มากกว่าจะเป็นชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่จะนำมาต่อกันให้สนิทเพื่อให้เป็นภาพใหญ่คือภาพของระบบสวัสดิการสังคมของประเทศ

ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนว่าเราได้ก้าวข้ามขั้นตอนสำคัญอันเป็นก้าวแรกของการสร้างสรรค์ระบบและกติกาสำหรับสังคมนั่นคือการพูดคุย ถกเถียง และหาข้อสรุปร่วมกันของสมาชิกในสังคมว่าจะกำหนดแนวคิดและทิศทางของระบบอย่างไร โดยในขณะนี้เรากลับมุ่งมั่นอยู่กับการเสนอรายละเอียดและเทคนิควิธีการของแต่ละตัวแบบตามความต้องการของตนเอง อาจกล่าวได้ว่าการที่ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพราะเราไปให้ความสำคัญกับวิธีคิดแบบแยกส่วนมากกว่าการคิดแบบองค์รวมก็เป็นได้

ดังนั้นคำถามที่ควรจะต้องพิจารณาในวันนี้อาจจะไม่ใช่คำถามประเภทที่ว่า กองทุนประกันสังคมจะสามารถให้ความคุ้มครองแรงงานนอกระบบได้เท่ากับแรงงานในระบบหรือไม่ รัฐบาลควรจะต้องร่วมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบเป็นสัดส่วนเท่าใด แต่ควรเป็นคำถามที่ TDRI เคยตั้งว่า “จะแก้ปัญหาความยากจนกันอย่างไร : แข่งขัน แจกจ่าย หรือสวัสดิการ” กล่าวคือเราอาจจะต้องเริ่มต้นด้วยการถามว่า “จะจัดสวัสดิการสังคมสำหรับประเทศไทยอย่างไร ระบบเดียวหรือหลายระบบ” รวมถึงตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพและข้อจำกัดของแต่ละระบบและแต่ละแนวทางด้วย เช่น ถ้าหากต้องการให้ระบบสวัสดิการของประเทศมีหลายระบบ (ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจร่วมกันว่า เมื่อพูดถึงระบบบำนาญ เรากำลังพูดถึงเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บำนาญตามระบบราชการและบำนาญจากกองทุนประกันสังคม รวมถึงระบบที่กำลังจะคิดขึ้นใหม่อย่างระบบบำนาญแห่งชาติ (ที่มีนัยถึงการจัดการกองทุนขนาดใหญ่โดยส่วนกลาง) และระบบกลุ่มออมทรัพย์โดยชุมชน (ที่มีนัยถึงการจัดการกองทุนขนาดเล็กกว่าโดยชุมชน) หรือถ้าต้องการระบบเดียวก็จะเป็นการปรับการจัดสวัสดิการเข้าสู่ระบบเดียวกันทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดทุกภาคส่วนสามารถมาพูดคุยกัน นำเสนอเครื่องมือแต่ละอัน เพื่อพยายามเปรียบหาทางเลือกระบบที่ดีที่สุด

หรือจริงๆ แล้วเราอาจจะต้องไปไกลถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับการกระจายรายได้ที่ดีขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกในการจัดสวัสดิการ คล้ายๆ กับเรื่องเล่าที่ว่า ในโรงงานรถยนต์แห่งหนึ่ง ในขณะที่เจ้าของโรงงานและประธานสหภาพแรงงานกำลังยืนมองคนงานขนย้ายเครื่องจักรใหม่เข้าไปติดตั้งในโรงงาน เจ้าของโรงงานก็ถามประธานสหภาพแรงงานว่า

“คุณจะจัดการกับเครื่องจักรพวกนั้นอย่างไร”

ประธานสหภาพแรงงานตอบเจ้าของโรงงานทันทีว่า

“นั่นอาจจะเป็นปัญหา” และเขาก็ถามเจ้าของโรงงานกลับไปว่า “แล้วคุณล่ะ จะทำอย่างไรให้คนงานพวกนั้นสามารถซื้อรถฟอร์ดได้”

 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

สถิติเว็บไซต์

ลิ้งค์เพื่อนบ้าน

โปรโมทเว็บ
thai-school.net -

Who's Online

เรามี 32 บุคคลทั่วไป ออนไลน์