สถาบันการเงินกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก
วิกฤติศตวรรษที่21 อนุช อาภาภิรม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1503
ระบบทุนนั้น แยกไม่ออกจากระบบธนาคารและทุนการเงิน ระบบทุนจะสามารถดำรงอยู่และขยายตัวเองไปได้เพียงใด ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ
ดังนั้น ระบบทุนยิ่งพัฒนาไปเท่าใด ทุนการเงินยิ่งมีบทบาทมากขึ้นเท่านั้น ธนาคารและสถาบันการเงินจะเป็นผู้กำหนดว่า จะนำเงินหรือความมั่งคั่งของสังคมไปใช้ที่ใด จะสนับสนุนเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใด จะไปลงทุนที่ใด ในประเทศ หรือจะไปลงทุนจ้างแรงงานนอกประเทศ จะจับจ่ายใช้สอยอย่างไร
มันได้เข้าครอบงำวิถีดำเนินชีวิตของผู้คนตั้งแต่รากหญ้าจนถึงเรือนยอด
การขึ้นสู่บัลลังก์อำนาจของบรรษัทและทุนการเงิน
ประเทศที่มีการพัฒนาทุนการเงินหรือธนาคารและสถาบันการเงินสูง อย่างเช่นอังกฤษและสหรัฐ ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางของทุนนิยมโลกไปด้วย โดยอังกฤษมาก่อน และสหรัฐเข้ามาแทนที่ภายหลัง
กล่าวสำหรับสหรัฐแล้ว เมื่อสิ้นสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ (ค.ศ.1861-1865) โดยฝ่ายเหนือที่เป็นอุตสาหกรรมและทุนการเงินเป็นผู้ชนะแล้ว ก็ปรากฏว่าบรรษัทและทุนการเงินได้เข้าครอบงำเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างเต็มที่
ลินคอร์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐ (อยู่ในตำแหน่ง ค.ศ.1861-1865) เอง ได้กล่าวเตือนเกี่ยวกับการเรืองอำนาจของบรรษัทที่เข้ามาอยู่เหนือการบริหารและชีวิตของประชาชนอเมริกันไว้ว่า
"ผมมองเห็นวิกฤติที่ย่างก้าวมาในอนาคตอันใกล้นี้ มันทำให้ผมวิตกมากและเนื้อตัวสั่นเทาที่จะช่วยให้ประเทศพ้นภัย ผลของสงครามนี้ จะทำให้พวกบรรษัทขึ้นบัลลังก์แห่งอำนาจ และยุคแห่งการคอร์รัปชั่นในระดับสูงจะตามมา อำนาจเงินของประเทศนี้พยายามจะรักษาบัลลังก์ของตนไว้ให้นานที่สุด โดยทำให้ประชาชนเกิดอคติต่างๆ จนกระทั่งความมั่งคั่งทั้งหมดตกอยู่ในมือคนกลุ่มน้อยนิด และสาธารณรัฐของเราถูกทำลาย"
ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในจดหมายที่ลินคอร์นเขียนถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่เป็นนายทหาร มีบางคนกล่าวว่าเป็นของปลอม แต่ก็มีการอ้างถึงอย่างกว้างขวาง และลินคอร์นกล่าวถ้อยคำที่มีใจความคล้ายกันนี้ก่อนหน้านั้นแล้ว
เช่น ในคำแถลงครั้งแรกต่อสภาคองเกรสปี 1861 เขาได้กล่าวว่า
"การทำงานมาก่อนและเป็นอิสระจากทุน ทุนเป็นเพียงผลของการทำงาน และไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากไม่มีการทำงานเกิดขึ้นก่อน การทำงานอยู่เหนือทุน และควรจะได้รับความใส่ใจสูงกว่า"
อนึ่ง ประธานาธิบดีสหรัฐก่อนหน้านั้นหลายคน ก็ได้กล่าวเชิงลบต่อธนาคาร เช่น โธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐ (ดำรงตำแหน่ง 1801-1809) ได้กล่าววิจารณ์ธุรกรรมของธนาคารอย่างไม่ไว้หน้าว่า
"พวกธนาคารเองก็ทำธุรกิจจากเงินทุน ซึ่งสามในสี่เป็นเชิงนิยาย และเพื่อเพิ่มพูนกำไร พวกธนาคารเหล่านี้ได้นำทุนเชิงนิยาย (Fictitious Capital) ไปให้แก่ทุกคน ซึ่งไม่มีทรัพย์สินอะไร และรังเกียจการทำงานกับคันไถ และต้องเรียกตัวเองว่าเป็นพ่อค้ามากกว่า ในการที่จะมีบ้านที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายปีละ 5,000 ดอลลาร์ และถลันเข้าสู่การเก็งกำไรเชิงพาณิชย์ทุกชนิด" (ค.ศ.1819)
ข้อความนี้กล่าวถึงสิ่งที่เกิดมาแล้ว 200 ปี แล้วก็กลับมาเกิดใหม่ในปี 2008 คำว่า "ทุนเชิงนิยาย" อาจมีการใช้ก่อนหน้านี้อีก โดยทั่วไปหมายถึงทุนที่ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อการลงทุนและการผลิต แต่เคลื่อนไหวเพื่อการเก็งกำไร มาร์กซ์ได้นำแนวคิดนี้ไปใช้ให้ "เป็นวิทยาศาสตร์" ขึ้น และกำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้ และการเก็งกำไรที่สำคัญ ก็ยังคงเป็นเรื่องอสังหาริมทรัพย์
ในสมัยนั้นเจฟเฟอร์สันประมาณว่าธุรกรรมที่เป็นเชิงนิยายหรือเก็งกำไรตกราว 3 ใน 4 หรือร้อยละ
75 ในปัจจุบัน ประเมินกันว่าธุรกรรมการเงินกว่าร้อยละ 90 เป็นการเก็งกำไร
เป็นที่สังเกตว่า ขณะที่กลุ่มธนาคารและทุนการเงินกำลังเติบใหญ่ขยายตัวนั้น มีเสียงติติงภายในกลุ่มชนชั้นนำเป็นระยะ แต่ทุนการเงินในสหรัฐก็เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง กล่าวได้ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ แฟรงคลิน รูสเวลต์ เป็นคนท้ายๆ ที่วิพากษ์บรรษัทและทุนการเงินอย่างเผ็ดร้อน เช่น
"สำหรับเราจำนวนมาก ความเท่าเทียมทางการเมืองที่ต่อสู้ได้มานั้น หมดความหมายลงไป เมื่อเกิดความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ คนกลุ่มน้อยนิดได้รวบเอาความมั่งคั่งเกือบทั้งหมดไว้ในมือ และสามารถควบคุมความมั่งคั่ง เงินทอง และการทำงาน ตลอดจนถึงชีวิตของประชาชนอื่นได้ สำหรับเราเกือบทุกคน อิสรภาพไม่ได้เป็นจริงอีกต่อไป" (คำปราศรัยในที่ประชุมพรรคเดโมแครต ปี 1936)
เมื่อถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สถาบันการเงินและทุนการเงินได้ใหญ่ขึ้นทุกที จนเมื่อถึงราวทศวรรษ 1970 ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีสหรัฐทุกคน รวมทั้งโอบามา จะยอมรับว่า สถาบันเหล่านี้ "ใหญ่เกินกว่าที่จะปล่อยให้ล้ม"
จากที่กล่าวข้างต้น อาจสรุปได้ว่า การเกิดฟองสบู่ทางเศรษฐกิจลูกแล้วลูกเล่า เป็นการทำงานโดยปกติในระบบทุน ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษ และการที่ระบบนี้สามารถฟันฝ่าวิกฤติได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็แสดงถึงความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งในตัวมันเองในระดับที่แน่นอน
การเติบใหญ่และการแสวงหาลูกค้า
เมื่อถึงทศวรรษ 1970 สถาบันการเงินได้เติบใหญ่ขึ้นครอบคลุมเศรษฐกิจสหรัฐมากขึ้นโดยลำดับ เกิดกระบวนการแปรให้เป็นแบบเศรษฐกิจการเงิน (Financialization of Economy) นักวิชาการบางคนกล่าวตรงไปตรงมาว่า เป็นการทำให้ระบบทุนนิยมเป็นแบบการเงิน (Financialization of Capitalism) ทุนการเงินได้เข้ามาครอบงำทุนอุตสาหกรรม
พร้อมกันนั้นก็เกิดกระบวนการคู่ นั่นคือ การสลายตัวทางอุตสาหกรรม (Deindustrialization) ในสหรัฐ โดยการย้ายกิจการอุตสาหกรรมไปตั้งในประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในจีน และเม็กซิโก ทำให้สหรัฐกลายเป็นผู้สั่งเข้าสินค้าอุตสาหกรรม และส่งออกสินค้าเกษตร มองเผินๆ แล้ว คล้ายกับเป็นประเทศกำลังพัฒนา และทำให้เกิดคู่การพึ่งพาที่แปลกประหลาดระหว่างสหรัฐ-จีน
โดยสหรัฐเป็นผู้นำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากจีน และจีนเป็นผู้ให้เงินกู้สหรัฐ เพื่อที่จะซื้อสินค้านั้น กระบวนการสามฝ่ายนี้อิงกันและกันอย่างไม่ยั่งยืน ที่สุดแสดงออกเป็นวิกฤติใหญ่อย่างที่เห็น
กระบวนการทั้งสามนี้มีลักษณะเฉพาะ ไม่ได้มีใครทำนายไว้ก่อน มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะคลี่คลายไปอย่างไร เป็นสิ่งที่น่าจะทำความเข้าใจไว้
การดูความเติบโตของภาคการเงิน สามารถเห็นได้จากสัดส่วนกำไรของบรรษัทใหญ่ในสหรัฐ ประมาณว่ากำไรของบรรษัทสหรัฐในภาคการเงินตกเพียงร้อยละ 10 ระหว่างทศวรรษ 1950 ถึง 1980 และเพิ่มเป็นร้อยละ 22 ในทศวรรษ 1990 เมื่อถึงครึ่งแรกของทศวรรษแรกในศตวรรษที่ 21 ตัวเลขสัดส่วนพุ่งไปถึงร้อยละ 34 (ดูบทความของ Benjamin M. Friedman ชื่อ The Failure of the Economy and the Economists ใน nybook.com 28/05/09) บรรษัททางอุตสาหกรรม เช่น จีอี ก็ตั้งแผนกการเงินขึ้นมา
การที่ภาคการเงินทำกำไรได้มากขึ้น ยิ่งกระตุ้นให้มีการนำเงินทุนเข้าสู่ภาคนี้เพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งบรรษัทใหญ่ต่างๆ รวมทั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็ไม่สามารถรองรับสินเชื่อปริมาณมหาศาลนี้ได้ จำต้องขยายฐานลูกค้าออกไปเรื่อยจนกระทั่งถึงภาคครัวเรือน
ยอดเงินที่ธนาคารปล่อยกู้เพิ่มจากร้อยละ 30 ในปี 1970 เป็นร้อยละ 50 ในปี 2006
ยอดเงินของการจำนองอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว ระหว่างปี 1998-2006
และสัดส่วนของหนี้ต่อรายได้ที่นำมาใช้จ่ายได้ (คือรายได้ที่หักภาษีเงินได้ส่วนบุคคล) เพิ่มจากร้อยละ 60 ในปี 1970 เป็น ร้อยละ 100 ในปี 2000 และร้อยละ 140 ในปี 2007
การให้เงินกู้แก่ภาคครัวเรือนก็เริ่มจากครัวเรือนที่มีเครดิตดีก่อน เมื่อหมดแล้วก็ขยายสู่ที่มีเครดิตน้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงผู้ที่ถือได้ว่าไม่มีเครดิต ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นคนผิวสี หรือคนงานที่ได้รับค่าจ้างน้อย การให้กู้ด้านอสังหาริมทรัพย์ ก็เลื่อนจากกระทำในหมู่ผู้กู้ชั้นดี (Prime Mortgage) ไปสู่ผู้กู้ที่ต่ำเกณฑ์ (Subprime Mortgage) ซึ่งการให้กู้นี้มักเรียกเงินดาวน์ต่ำหรือไม่เรียกเลย ต้องการเอกสารเกี่ยวกับผู้กู้น้อยมาก การจำนองแบบต่ำเกณฑ์นี้เพิ่มจากร้อยละ 7 ในปี 2000 เป็นร้อยละ 20 ในปี 2006
ในกรณีที่ให้กู้แบบต่ำเกณฑ์มากๆ บางทีเรียกว่า "เงินกู้นินจา" (นินจา หรือ NINJA หมายถึง No Income, No Job, No Assets) บริษัทให้กู้แบบนี้หลายราย โฆษณาด้วยรูปเต่าสีเขียว ซึ่งเป็นนินจาวัยรุ่นในภาพยนตร์การ์ตูนซีรีส์ที่รู้จักกันดี (ดูบทความของ Fred Moseley ชื่อ The U.S. Economic Crisis: Causes and Solutions ใน isreview.org มีนาคม-เมษายน 2009)
การหมุนรอบที่เพิ่มอันตราย
การผลิตและการผลิตซ้ำทางวัตถุเป็นพื้นฐานชีวิตของมนุษย์ เช่น ทำนาครั้งเดียวแล้วจะกินไปทั้งชีวิตไม่ได้ ต้องทำนาซ้ำทุกปี การสร้างกำไรในระบบทุนก็ต้องมีการผลิตและผลิตซ้ำ เรียกได้ว่าเป็นรอบการผลิตหรือรอบของการสร้างกำไร
สมมติว่าผลิตเสื้อผ้ามาขาย เมื่อขายได้จึงเป็นการทำกำไรให้เป็นจริง และต้องผลิตซ้ำเพื่อขายในรอบต่อไป เพื่อที่จะให้ได้กำไรมากนักลงทุนต้องปฏิบัตินับเป็นสิบๆ อย่าง
ในที่นี้ กล่าวถึงแต่เรื่องรอบการผลิต ซึ่งมีที่ต้องปฏิบัติสำคัญ 2 ประการได้แก่
ประการแรก เพิ่มปริมาณการผลิตให้มากขึ้น ในนี้รวมทั้งเพิ่มชนิดสินค้าที่มีทั้งเพื่อระดับสูง ระดับกลางและระดับล่าง เป็นต้น
ประการที่สอง เพิ่มรอบการผลิตให้มากขึ้น สมมติผลิตเสื้อผ้าล็อตแรกจำนวน 100 ตัว ผลิตและขายหมดใน 6 เดือน ถ้าหากผลิตซ้ำเป็น 300 ตัว และขายหมดใน 3 เดือน โดยทั่วไปก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้น
ในทางการเงิน สินค้าทางการเงินนั้นจำนวนมากจับต้องไม่ได้ เป็นมูลค่าในแผ่นกระดาษ ดังนั้น จึงสามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงและเร็วกว่าสินค้าที่จับต้องได้เป็นอันมาก การหมุนรอบก็เร็วกว่าผลิตสินค้าทั่วไป เช่นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ
เพื่อที่จะเพิ่มกำไร สถาบันการเงินก็ขยายฐานลูกค้าไปทั่วทุกแห่งทุกระดับ พร้อมกันนั้นก็พยายามเพิ่มรอบการผลิตซ้ำ เช่น การให้กู้เพื่อการจำนองอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าให้เป็นไปตามปกติ ลูกค้าผู้กู้จะผ่อนส่งเป็นรายเดือน กว่าจะครบรอบสัญญาก็หลายปีมาก เช่น 10-20 ปี ต้องเสียค่าดูแล และขยายลูกค้าไม่ได้มากและเร็ว เพื่อแก้ปัญหานี้ บริษัทที่ให้กู้ ใช้วิธีรวบรวมเอาสัญญากู้ลูกค้าจำนวนหลายร้อยหรือเป็นพันราย นำมาออกขายให้แก่ วาณิชยธนกิจ เป็นต้น
ตนเองได้กำไรจากค่าธรรมเนียมเป็นสำคัญ ไม่ได้กำไรจากการผ่อนส่ง ด้วยวิธีนี้ บริษัทให้กู้เพื่อการจำนองจึงหาลูกค้าได้เร็วมาก โดยไม่ต้องสนใจเครดิตของลูกค้า เพราะว่ากำไรมาจากค่าธรรมเนียม ไม่ใช่จากค่าผ่อนส่ง สถาบันการเงินที่รับซื้อสัญญาหนี้มาแล้ว ก็มาจัดเป็นสำรับใหม่ ขายให้แก่สถาบันการเงินอื่นต่อไปอีก
รอบการผลิตที่ดำเนินไปเหมือนเล่นรัสเซียรูเล็ตนี้ก็จะเสี่ยงภัยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพังครืนในที่สุด


