รู้จักบริหารความ "ไม่เก่ง" เพื่อเสริมสร้างความ "เก่ง" ในองค์กร
คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้ โดย ผศ.ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4115
กล่าวถึงในเรื่องความเก่งกับความไม่เก่งแล้ว เป็นธรรมดาที่จะต้องเลือกความเก่งไว้ก่อนเสมอ ถ้าท่านเป็นพ่อแม่ ท่านก็อยากได้ลูกที่เก่ง ถ้าท่านเป็นครู ท่านก็อยากได้ลูกศิษย์ที่เก่ง ถ้าท่านเป็นเจ้านาย ท่านก็อยากได้ลูกน้องที่เก่ง ในบทความนี้ ผมจึงอยากดึงความสนใจของท่านผู้อ่านทุกท่านให้มองความ "ไม่เก่ง"ในเชิงบวกหรือในเชิงที่เป็นประโยชน์ เพราะในความเป็นจริงนั้น สถานการณ์ที่เรามักพบเจอมักจะมิใช่สถานการณ์ที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ นั้นหมายถึงว่า ในกลุ่มคนที่เราต้องอาศัยอยู่ด้วยกัน ต้องดูแลกัน ต้องปกครองกัน หรือต้องทำงานร่วมกันนั้นมิใช่แต่จะประกอบด้วยคนเก่งในสายตาของท่านเสมอไป สถานการณ์ส่วนใหญ่มักจะทำให้ท่านเห็นความแตกต่างของคนที่เก่งมาก เก่งน้อย เก่งน้อยกว่า หรือไม่เก่งเลย
อย่างไรก็ดี ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ความเก่ง กับ ความไม่เก่ง นั้นเป็นของที่คู่กัน และคิดว่าสิ่งนี้เป็นเหตุที่ทำให้มนุษย์นั้นอยู่ร่วมกันได้ เนื่องจากมนุษย์นั้นต่างก็มีความเก่งและความไม่เก่งอยู่ในตัวตน และความเก่งและความไม่เก่งที่แตกต่างกันไปของมนุษย์เรานี้เอง ที่เป็นสิ่งที่เติมเต็มให้กันและกัน ช่วยก่อให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกันและความต้องการที่จะอาศัยอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ของมนุษย์ และเมื่อจับประเด็นนี้ไปเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการองค์กร ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจคิดถึงการบริหารความเก่ง การบริหารพรสวรรค์ การบริหารความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก ซึ่งก็มีนักคิดนักเขียน นักวิชาการมากมายต่างก็ช่วยกันสร้างคำแนะนำในเรื่องการบริหารสิ่งต่างๆ ดังกล่าว หาไม่จะมีใครจะมานั่งสาธยายถึงความสำคัญในการบริหารความไม่เก่งของคนในองค์กร
ในความหมายของคำว่าการบริหารความไม่เก่งนี้ ผมมิได้หมายความว่า จะทำอย่างไรให้คนในองค์กรของท่านเก่งน้อยลงเรื่อยๆ หรือทำอย่างไรให้มีคนไม่เก่งในองค์กรของท่านมีจำนวนมากขึ้น แต่ผมใคร่อยากให้ท่านผู้อ่านมองว่าบางทีการที่เรารู้ซึ่งกันและกันถึงความเก่งความถนัด และความไม่เก่งความไม่ถนัดในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับงาน และในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานระหว่างกันและกันของคนในองค์กรนั้น จะช่วยทำให้คนในองค์กรมีความเก่งมากขึ้น และมีความเป็นทีมมากขึ้น
และในการบริหารความไม่เก่งนี้ ผมอยากให้ท่านลองคิดหรือพิจารณาดูว่า คนในองค์กรของท่านทราบหรือไม่ว่าท่านไม่เก่งหรือไม่มีความสามารถในเรื่องอะไรบ้าง หรือถ้าท่านเป็นเจ้านาย ท่านลองถามตัวท่านเองดูซิว่า ท่านกล้าเปิดใจยอมรับกับลูกน้องของท่านหรือเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้บริหารในระดับเดียวกันกับท่านหรือไม่ว่า ท่านไม่เก่งหรือไม่มีความสามารถในเรื่องใดบ้าง ผมคิดว่า ถ้าองค์กรใดก็ตามที่ไม่ตระหนักถึงความไม่เก่งซึ่งกันและกัน ไม่ยอมรับถึงความไม่เก่งซึ่งกันและกันองค์กันนั้นย่อมก่อให้เกิดความยากในการที่จะแบ่งปันความรู้ เพราะทุกคนคิดว่าทุกคนเก่งกันหมดมิจำเป็นจะต้องมาแบ่งปันความรู้กัน และที่สำคัญองค์กรนั้นย่อมปราศจากการทำงานเป็นทีม เพราะทุกคนเชื่อว่าต่างคนก็ต่างเก่ง ทุกคนต่างหยิ่งผยองในความเก่งของตนเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่จะนำมาซึ่งอุปสรรคของการสร้างทีมงานในองค์กร
เพราะฉะนั้นถ้าท่านอยากให้คนในองค์กรของท่านมีทัศนคติที่เอื้อต่อการจัดการความรู้ในองค์กร และเอื้อต่อการสร้างทีมงานและความสมัครสมานสามัคคีระหว่างบุคลากรในองค์กรผมอยากให้ท่านลองพิจารณาเริ่มคิดถึงเรื่องการบริหารความไม่เก่ง ซึ่งสามารถเริ่มด้วยโดยการที่ให้คนในองค์กรกล้าที่จะเปิดใจต่อกันในการที่จะยอมรับถึงความไม่รู้ ความไม่เก่ง ความไม่มีความสามารถในด้านต่างๆ ซึ่งผมมองว่าบทบาทของผู้นำในองค์กรมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างทัศนคติใหม่ๆ อย่างนี้ เนื่องจากว่าผู้นำมักจะเป็นคนที่บุคลากรส่วนใหญ่มองว่าเป็นคนที่เก่ง เพราะฉะนั้นท่านที่เป็นผู้นำทั้งหลายจะต้องกล้ายอมรับว่าท่านไม่เก่งในเรื่องใดบ้าง ท่านไม่มีความสามารถในเรื่องใดบ้าง เพื่อทำให้คนในองค์กรมองได้ว่าความเก่งและความไม่เก่งนั้นเป็นของที่คู่กันในตัวคนคนหนึ่ง คนเราจะประสบความสำเร็จได้กลายเป็นผู้นำได้เป็นเจ้านาย
มิใช่ว่าจะต้องมีความเก่งโดดเด่นไปเสียทุกอย่างเสมอไป
และในการยอมรับความไม่เก่งของตนเองนั้น ผู้นำหรือเจ้านายผู้นั้นควรที่จะต้องกล้าเปิดใจเล่าหรือแบ่งปันประสบการณ์เรื่องความผิดพลาดและความล้มเหลวของตนเองให้ลูกน้องได้เห็นเป็นรูปธรรมว่า คนเก่งอย่างผู้นำหรือเจ้านายของเค้านั้น ก็มีบางมุมที่ไม่เก่งบ้าง ที่ทำผิดพลาดกันบ้าง และการนำความผิดพลาดมาเล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ เพราะความผิดพลาดในเรื่องการทำงานก็ถือเป็นความรู้ที่เป็นประสบการณ์ที่นำมาแบ่งปันเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน (knowledge sharing) และก็สามารถทำให้คนอี่นๆ ในองค์กรสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ ในเชิงที่เป็นอุทาหรณ์หรือข้อควรระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดนั้นๆ ซ้ำขึ้นมาอีก (knowledge application) ในทางกลับกันถ้าทุกคนในองค์กร มองว่าตนเองเก่งกันหมด ไม่ยอมรับความไม่เก่งซึ่งกันและกัน และพร้อมใจกันปิดบังความผิดพลาดของตนเอง กรณีนี้ก็จะเป็นการยากที่จะนำความรู้ประเภทความผิดพลาดหรือความล้มเหลวในการทำงานมาจัดการให้เป็นอุทาหรณ์หรือข้อควรระวัง ความผิดพลาดบางอย่างก็อาจจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่สามารถพบเจอสาเหตุที่ชัดเจน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์อันดีต่อองค์กรโดยรวมแต่อย่างใด
นอกจากประโยชน์ในเรื่องของการจัดการความรู้แล้วที่จะมีผลทำให้คนในองค์กรเก่งขึ้นแล้ว ผมยังได้กล่าวว่าการบริหารความไม่เก่งนั้นยังช่วยสร้างความเป็นทีมงานให้แก่คนในองค์กร ถ้าท่านจะสังเกตดูให้ดีว่า ถ้าองค์กรนั้นมีแต่คนเก่งอยู่รวมกัน และยิ่งแย่ไปกว่านั้นคนที่เก่งเหล่านี้ต่างภูมิใจในความเป็นคนเก่งของตนเองมากเกินไปจนไม่เปิดใจที่จะยอมรับความไม่เก่งของตนเอง หรือไม่แสดงออกมาซึ่งความไม่สามารถต่างๆ ให้เพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้รู้ได้เห็น ผมเชื่อว่าเป็นการไม่ง่ายนักสำหรับการที่จะเอาคนในองค์กรนี้มาทำงานร่วมกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง อย่างดีก็แค่ทำงานร่วมกันเป็นทีมก็จริง แต่ก็มักจะแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ ตามความเก่งของแต่ละคนแล้วก็แยกย้ายกันไปทำ และสุดท้ายก็นำงานแต่ละชิ้นที่แต่ละคนรับผิดชอบมารวมกัน โดยที่มิได้มีการประชุมหารือกันมากเท่าที่ควร การทำงานเป็นทีมในลักษณะนี้ผมมองว่ามิใช่การทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริง การทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริงนั้นคือ จะต้องมีการสื่อสารระหว่างคนในทีมงานอย่างต่อเนื่องในงานที่ทำร่วมกันเพื่อร่วมกันทำงาน ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดจากงานอย่างแท้จริง และปฏิเสธมิได้เลยว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ว่านี้จะก่อให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยท่านผู้อ่านจะได้เห็นถึงความง่ายดายขึ้นในการแบ่งปันความรู้ หรือการนำความรู้มาประยุกต์ใช้ ตามที่ผมได้เขียนกล่าวอธิบายไว้ก่อนหน้านี้
เพราะฉะนั้น ถ้าท่านเป็นเจ้านายหรือผู้นำที่สามารถกระตุ้นให้คนในองค์กรยอมรับเปิดใจในความไม่เก่งของตน ท่านจะสามารถสร้างทีมงานและความสามัคคีระหว่างคนในองค์กรได้อย่างง่ายดายมากขึ้น เพราะเหตุที่ว่าการยอมรับในความไม่เก่งซึ่งกันและกันนั้น แสดงให้เห็นถึงการเปิดใจระหว่างคนในองค์กร การเปิดใจนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ก่อให้เกิดความไว้วางใจระหว่างคนในองค์กร และเมื่อทั้งสองสิ่งนี้สามารถถูกบันดาลให้เกิดขึ้นได้ในหมู่คนในองค์กรของท่าน ท่านจะเห็นได้ว่าทีมงาน (อันแท้จริง) ในองค์กรของท่านจะเกิดขึ้นเนื่องจากว่า ตราบใดที่ว่าคนเราเปิดใจกันไว้ใจกัน คนเหล่านั้นก็จะเปิดโอกาสให้มีการสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น การสื่อสารระหว่างกันที่มากขึ้นจะช่วยสร้างบรรยากาศในองค์กรที่ดี ที่เหมาะสำหรับการเรียนรู้และการใฝ่รู้ระหว่างคนในองค์กร คนในองค์กรได้เห็นมุมมองที่แตกต่างกัน คนในองค์กรจะรวมตัวกันเป็นทีมงานได้ดีอย่างยิ่งและสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมาได้ เพราะได้รู้จักนำความสามารถที่ต่างกัน นำความเก่งที่ต่างกันมาผสมผสานกันให้เกิดเป็นแนวคิดหรือนวัตกรรมที่ดีก่อให้เกิดผลการดำเนินงานที่นำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรโดยรวม
ท้ายนี้ ผมจึงขอสรุปว่า ไม่เป็นการผิดเลยที่คนเราจะไม่เก่ง แต่จะเป็นการผิดและไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งถ้าคนเราไม่ยอมรับในความไม่เก่งของตนเองและของคนอื่น


