You are here:

มาตรการทางภาษี และกองทุนธนาคารที่ดิน

มาตรการทางภาษี และกองทุนธนาคารที่ดิน

มองมุมภาคประชาชน : ประภาส ปิ่นตบแต่ง กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

งานวิจัยของอาจารย์ดวงมณี เลาวกุล และคณะ ได้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันสัดส่วนของผู้คนในสังคมไทยที่ยังประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีอยู่ถึงร้อยละ 39.70 ในปี 2549 แต่ชาวนา ชาวไร่ มากกว่าร้อยละ 40 ไม่มีที่ดินทำกิน หรือมีที่ดินทำกินน้อยกว่า 10 ไร่ การกระจายการถือครองที่ดินจึงยังมีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ อาจารย์ดวงมณียังช่วยให้ผู้คนหูตาสว่างขึ้นอีกว่า ในกรุงเทพมหานคร บุคคลธรรมดา 50 อันดับแรกที่ถือครองที่ดินมากที่สุด มีที่ดินรวมกันเป็นเนื้อที่ดินรวม 41,509.67 ไร่ แต่บุคคลที่มีที่ดินน้อยที่สุด 50 อันดับสุดท้ายมีที่ดินรวมกันเพียง 0.32 ไร่ เมื่อคำนวณสัดส่วนการถือครองที่ดินมากที่สุด 50 อันดับแรกต่อ 50 อันดับสุดท้าย คือ 129,717.72 เท่า

หากได้ตัวเลขข้อมูลของแต่ละจังหวัดเช่นนี้ ก็น่าจะทำให้เราเห็นถึงความเลวร้ายของการกระจุกตัวการถือครองที่ดินมากยิ่งขึ้น แต่ปัญหาก็คือ จะทำอย่างไรให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน

ซึ่งมีมาตรการสำคัญที่ได้เสนอกันในขณะนี้ก็คือ มาตรการทางภาษีและกองธนาคารที่ดิน

สำหรับมาตรการทางภาษี แม้รัฐบาลจะดูเอาจริงเอาจัง แต่รัฐบาลก็ยังออกอาการแหยงๆ เพราะกลัวจะกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากจะกระทบกับชนชั้นนำทางธุรกิจและคนที่เสียงดังในสังคมนี้อย่างแน่นอน

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำก็คือ การให้ข้อมูลกับผู้คนในสังคม และเอาหลังพิงสังคม ต้องเคลื่อนไหวให้ผู้คนเข้ามารับรู้และสนับสนุนอย่างกว้างขวาง

เรื่องภาษีที่ดินตามข้อเสนอของรัฐบาลขณะนี้ แม้จะพยายามเพิ่มจากอัตราร้อยละ 0.05 มาเป็นร้อยละ 0.5 และให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บเพื่อนำไปใช้เป็นงบประมาณพัฒนาท้องถิ่น และจะจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้ากับที่ดินรกร้างว่างเปล่าในอัตราภาษีที่สูงกว่าอัตราภาษีที่ดินที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ

มาตรการเช่นนี้จะยังไม่สามารถนำไปสู่การจัดเก็บภาษีที่ดินเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมมากขึ้น ข้อเสนอก็คือ การจัดเก็บภาษีที่ดินที่จะนำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดินอย่างแท้จริง ควรมีการจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าตามขนาดการถือครองที่ดิน ใครมีที่ดินมากต้องเสียภาษีที่มากในอัตราก้าวหน้า และควรพิจารณาจากมูลค่าของที่ดินด้วย

ทั้งนี้ ต้องมีการยกเว้นภาษีให้แก่ผู้ที่มีที่ดินถือครองในมูลค่าน้อยหรือเกษตรกรที่ยากจน เพื่อไม่ให้ภาระภาษีตกแก่กลุ่มคนที่มีฐานะยากจนและต้องอาศัยที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตเพื่อดำรงชีพ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเก็บภาษีที่ดินจะต้องเชื่อมโยงกับกองทุนธนาคารที่ดินด้วย กล่าวคือ ต้องนำภาษีในสัดส่วนหนึ่งเอาเข้าไปไว้ในธนาคารที่ดิน ซึ่งรัฐบาลเองก็มีนโยบายที่จะหนุนให้มีการจัดตั้ง เพราะมิฉะนั้นแล้วกองทุนธนาคารที่ดินก็จะไม่มีเงินงบประมาณสำหรับดำเนินการดังที่เป็นมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้การจัดตั้งกองทุนที่ดินในรูปแบบเงินทุนหมุนเวียนจัดซื้อที่ดินเพื่อสนับสนุนการจัดที่ดิน พ.ศ.2512 ในรูปแบบนิคมโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ (จัดตั้งตาม พ.ร.บ.จัดรูปที่ดิน พ.ศ. 2511) เพื่อให้ชาวนาชาวไร่ยืมเงินไปซื้อที่ดินมาจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเช่าซื้อที่ดิน

แต่การดำเนินการโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ไม่ได้นำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดินมากนัก มีสหกรณ์นิคมเกิดขึ้นเพียง 84 แห่ง ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ ในช่วงรัฐบาลทักษิณปี 2549 กรมส่งเสริมสหกรณ์กลับคืนที่ดินให้กรมธนารักษ์มาจัดให้ชาวบ้านเช่าที่ดินราชพัสดุ จำนวน 6 สหกรณ์ด้วยกัน

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มีการจัดตั้งกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียน กองทุนจัดหาที่ดินช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ พ.ศ.2519 ภายใต้การดูแลกำกับโดยนายกรัฐมนตรีและสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ซึ่งต่อมาในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เปลี่ยนเป็นคณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน (กชก.) นอกจากนี้ยังมีกองทุนและกองทุนหมุนที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่งในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กองทุนหมุนเวียนเพื่อปลดเปลื้องหนี้สินเกษตรกรที่ยากจน และกองทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนด้านหนี้สินและที่ดิน

ตั้งแต่ปี 2546 กองทุนทั้งหลายโอนมาสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีการปรับปรุงโครงสร้างของ กชก. โดยมีชื่อใหม่ว่า "กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน พ.ศ.2546”

กองทุนและกองทุนหมุนเวียนที่ดำรงอยู่มีลักษณะที่เป็นปัญหาหลายประการ กล่าวคือ ขาดงบประมาณดำเนินการที่พอเพียง (ในปี 2518 เงินทุนหมุนเวียนจัดซื้อที่ดินเพื่อสนับสนุนการจัดที่ดิน 2512 มีเงินทุนเพียง 35 ล้านบาท)

กองทุนที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีมักจะถูกใช้ไปในทิศทางการแก้ปัญหาการชุมนุมเรียกร้องของเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า มีลักษณะเป็น “งบดับเพลิง” ซึ่งพบว่า รัฐบาลมีการแก้ระเบียบสำนักนายกฯ ให้นายกรัฐมนตรีสามารถใช้เพื่อกิจกรรมที่มากกว่าการสนับสนุนการกระจายการถือครองที่ดิน

ดังรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้นำเอาไปประกันตัวชาวนาที่ถูกจับจำนวน 9 คน ที่ จ.ลำพูน ยิ่งในช่วงรัฐบาลยุคต่อมาก็ยิ่งเอาไปใช้จ่ายในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร

ดังนั้น จึงต้องศึกษาบทเรียนความล้มเหลวของกองทุนต่างๆ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากเป็นลำดับแรก ส่วนหลักการสำคัญของกองทุนธนาคารที่ดินที่จะจัดตั้งใหม่ก็คือ ต้องไม่แสวงกำไรแบบธนาคาร ให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และเป็นกลไกในสนับสนุนให้เกิดการเข้าถึงที่ดินของเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยของคนจนเป็นประการสำคัญ

ธนาคารที่ดินจะต้องเป็นกลไกสำคัญในรวบรวมที่ดิน ซึ่งเหมาะสำหรับการเกษตรกรรม การควบคุมการเปลี่ยนมือที่ดินของเกษตรกรรายย่อยและคนจนมิให้ตกไปอยู่ในมือของเกษตรกรรายใหญ่หรือกลุ่มทุน และกระจายการถือครองที่ดินสู่เกษตรกรรายย่อยและคนจนเมืองอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

 

 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

สถิติเว็บไซต์

ลิ้งค์เพื่อนบ้าน

โปรโมทเว็บ
thai-school.net -

Who's Online

เรามี 30 บุคคลทั่วไป ออนไลน์