บทบาทของเงินหยวนในเวทีโลก
Money Pro : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์เมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินต่างๆ มีความผันผวน และมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เนื่องจากคนเริ่มมีความกลัวน้อยลง และเริ่มแสวงหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงลดการถือครองดอลลาร์ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการพิจารณาเงินสกุลอื่นเพื่อการค้าระหว่างประเทศ หรือเพื่อเป็นทุนสำรองเพิ่มเติม
เงินทุนสำรอง หรือ Reserve Currency เป็นเงินทุนสำรองที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ และสถาบันหรือองค์การระหว่างประเทศใช้เป็นส่วนหนึ่งของเงินตราสำรองต่างประเทศ ทั้งเพื่อการชำระเงินทางการค้าและเพื่อความมั่นคงทางการเงิน ดังนั้นจึงมักจะเป็นสกุลเงินที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการซื้อขายสินค้าในตลาดโลก
ในปัจจุบัน สกุลเงินที่นิยมใช้เป็นเงินทุนสำรองมากที่สุดคือ เงินดอลลาร์สหรัฐ โดยข้อมูลจาก Wikipedia ซึ่งรวบรวมจาก ไอเอ็มเอฟ และ ธนาคารกลางยุโรป แสดงให้เห็นว่า ณ สิ้นปี 2008 เงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลางประเทศต่างๆ นั้น มีสัดส่วนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ 64% เงินยูโร 26.5% เงินปอนด์ 4.1% เงินเยน 3.3% สวิสฟรังก์ 0.1% และสกุลเงินอื่นๆ 2%
ทั้งนี้ สัดส่วนของเงินยูโรเพิ่มขึ้นจากปี 1999 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มใช้เงินยูโร โดยมีสัดส่วน 17.9% ในปีนั้น มาเป็น 26.5% ในปี 2008 ที่ผ่านมา
การเลือกสกุลเงินที่ใช้ทำการค้าขายระหว่างประเทศนั้น ถูกเลือกโดยผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร ทั้งนี้ประเทศที่ออกเงินสกุลนั้นต้องเป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ เพราะคงไม่มีใครอยากทำธุรกรรมเป็นสกุลเงินที่มีความแกว่งตัวสูง เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดทุน
เงินปอนด์ของอังกฤษ เป็นเงินสกุลหลักที่ใช้ในการค้าขายในศตวรรษที่ 18 ถึง 19 โดยมีเงินสกุลฟรังก์ฝรั่งเศส และเงินมาร์กของเยอรมนีสอดแทรกเข้ามาบ้าง ซึ่งก็แน่นอนว่าในสมัยนั้น เงินทุนสำรองของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินปอนด์
จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ชนะสงครามและบอบช้ำจากสงครามน้อยที่สุด ได้กลายเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ และเป็นผู้ให้เงินช่วยเหลือรายใหญ่ในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ การค้าขายหรือให้กู้ยืมเงินระหว่างประเทศจึงกระทำกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และดอลลาร์สหรัฐก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีโลกนับตั้งแต่นั้นมา
มาถึงวันนี้ที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเกิดการบอบช้ำเนื่องจากวิกฤติการณ์ทางการเงิน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจึงถูกเขย่า และมีเสียงเรียกร้องให้ประชาคมโลกหันมาพิจารณาการค้าระหว่างประเทศเป็นสกุลเงินอื่นบ้าง
การเรียกร้องนี้ไม่ได้มาจากประเทศเล็กๆ แต่มาจากสองมหาอำนาจใหญ่คือ รัสเซีย และจีน
เจ้าของสกุลเงินที่เป็นเงินหลักในการทำการค้าระหว่างประเทศมีข้อได้เปรียบกว่าคนอื่นอย่างไร? จริงๆ แล้วข้อได้เปรียบนี้มีเล็กน้อยในแต่ละรายการที่ทำกัน แต่เมื่อการค้าระหว่างประเทศมีปริมาณรายการมหาศาล มูลค่าเล็กๆ น้อยๆ ต่อรายการก็กลายเป็นเงินจำนวนมากได้
ประเทศที่เป็นเจ้าของสกุลเงินที่เป็นสกุลกลางในการทำการค้าระหว่างประเทศจะซื้อสินค้าได้ถูกกว่าผู้อื่นเล็กน้อย เพราะไม่ต้องแลกเปลี่ยนเงินจากสกุลเงินของตนเองเป็นเงินสกุลกลางที่ตกลงซื้อขายกัน จึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม
นอกจากนี้ ก็ยังสามารถกู้ยืมเงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าคนอื่น แถมยังมีตลาดเงินตราที่กว้าง ทำให้เงินตราของตนเองมีสภาพคล่อง และตามหลักของการเงิน ตราสารที่มีสภาพคล่องสูงย่อมมีราคาดีกว่าที่มีสภาพคล่องน้อย หรือเรียกว่ามี “พรีเมียม” ค่ะ
ท่ามกลางการเรียกร้องให้พิจารณาเงินสกุลอื่นเป็นตัวกลางทางเลือกในการค้าระหว่างประเทศนี้ ประเทศจีนก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ทั้งเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ และเคลื่อนไหวผ่านสื่อ
นิตยสาร “ดิแอสเซท” ได้นำเรื่องเงินหยวนของจีนขึ้นปก โดยวิเคราะห์ว่า จีนกำลังพยายามทำให้เงินหยวนมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น ด้วยการเริ่มต้นทำสองสิ่ง ซึ่งถ้าดิฉันเป็นจีน ดิฉันก็ต้องทำค่ะ เนื่องจากจีนมีสัดส่วนในการค้าโลกสูงมากขึ้นในปัจจุบัน และจะสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในฐานะผู้บริโภคสินค้าและบริการ กับในฐานะผู้ผลิตสินค้าและบริการป้อนโลก ดังนั้นการทำให้เงินหยวนมีบทบาทมากขึ้น จึงเป็นการประหยัดต้นทุนในการทำธุรกรรมอย่างหนึ่ง
สิ่งแรกที่จีนได้ทำไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2008 คือการเซ็นสัญญาสวอปเงิน เพื่อที่จะไม่ต้องแลกเงินผ่านดอลลาร์สหรัฐ กับ ธนาคารกลางของฮ่องกง เกาหลีใต้ มาเลเซีย เบลารุส อินโดนีเซีย และอาร์เจนตินา มูลค่าสัญญา 650,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 95,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอนุญาตให้ธนาคารกลางเหล่านี้ขายเงินหยวนให้ผู้นำเข้าในประเทศนั้นๆ ที่ต้องการนำเข้าสินค้าและบริการจากจีน (เพื่อให้ผู้ซื้อจ่ายชำระค่าสินค้าได้ โดยไม่ต้องแลกเป็นเงินดอลลาร์ และผู้ขายต้องแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินหยวนอีกครั้งหนึ่ง)
ผู้อยู่ในวงการคาดว่าจีนจะทำสัญญาสวอปแบบนี้กับประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยเราก็น่าจะทำบ้าง เพราะเราก็ค้าขายกับจีนมากพอสมควร
อย่างที่สองที่จีนต้องการทำคือ การยอมให้มีการใช้เงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศซึ่งสามารถส่งมอบได้ในฮ่องกง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจีน
ในปัจจุบัน เงินหยวนของจีนเป็นสกุลเงินที่มีการควบคุม จึงไม่ใช่สกุลเงินที่เหมาะสำหรับการค้าระหว่างประเทศ เพราะคุณสมบัติอย่างหนึ่งของเงินที่เป็นตัวกลางในการค้าต่างประเทศคือต้องสามารถซื้อหาได้อย่างเสรี
เนื้อที่หมดแล้ว สัปดาห์หน้าเรามาติดตามกันต่อนะคะว่าการควบคุมเงินตราเป็นอย่างไร และจีนจะเลิกควบคุมเงินตราแล้วหรือ


