You are here:

ด้านมืดของการบริหารความเสี่ยง

ด้านมืดของการบริหารความเสี่ยง

Financial Edge : พรเทพ ตังคเศรณี  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน   กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หากพิจารณาการบริหารความเสี่ยงทางการเงินสำหรับบริษัทต่างๆ ในปัจจุบัน จะพบว่ามีความหลากหลายมาก เนื่องจากธุรกิจแต่ละอย่าง ก็จะมีความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป ทั้งยังมีเครื่องมือ วิธีการ และต้นทุนในการบริหารความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยเครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) เป็นตัวช่วย

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก เคยกล่าวว่า ตราสารอนุพันธ์ เป็น อาวุธทางการเงิน สำหรับการทำลายล้าง เพราะหากนำตราสารอนุพันธ์มาใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม แทนที่จะช่วยบริหารความเสี่ยง อาจทำให้เกิดความเสียหายในมูลค่ามหาศาลได้ เช่นเดียวกับกรณีของ ธนาคารแบริ่ง ที่ต้องล้มละลายไปจากการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ของบุคคลเพียงคนเดียว

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มมีความกังวลกับการซื้อขายตราสารอนุพันธ์นอกตลาดซื้อขาย (Over the counter: OTC) เพราะจะส่งผลต่อความมั่นคงของระบบการเงินโดยรวม เพราะบริษัทที่ต้องการบริหารความเสี่ยงทางการเงินจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน จะลงทุนในตราสารอนุพันธ์ตามปริมาณที่ต้องการผ่านทางธนาคารไม่ได้

ทั้งนี้ มีบริษัทหลายแห่ง ที่ต้องประสบภาวะขาดทุน จากการบริหารความเสี่ยงผ่านตราสารอนุพันธ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กลุ่มบริษัทสายการบิน ที่ต้องบริหารความเสี่ยงจาก ราคาน้ำมัน ซึ่งเคยเพิ่มขึ้นไปถึง 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีที่แล้ว

แต่ต่อมาราคาน้ำมันปรับลดลงมาเหลือเพียง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้สายการบินหลายแห่งขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงดังกล่าว โดย สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค เพียงรายเดียว ก็ประสบกับการขาดทุนมากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์

แม้จะมีความเสี่ยง แต่ผลประโยชน์จากการบริหารความเสี่ยงตราสารอนุพันธ์ ก็ยังเป็นที่นิยมของบริษัททั่วโลก

ข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน กรีนวิช แอสโซซิเอทส์ ระบุว่า ในปี 2551 บริษัทขนาดใหญ่ในอเมริกา และยุโรป ที่มีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน มีการ บริหารความเสี่ยง (Hedge) ในสัดส่วน 55% ของมูลค่าความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน เพิ่มขึ้นจากการบริหารความเสี่ยงในสัดส่วน 45% ของมูลค่าความเสี่ยงจากราคาน้ำมันในปีก่อนหน้า

แม้แต่บริษัทสายการบินที่เคยประสบผลขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงในช่วงก่อนหน้า ก็ยังมีการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ เพิ่มขึ้น โดยสายการบิน ไรอันแอร์ ซึ่งปีที่แล้วเป็นหนึ่งใน 10 สายการบิน ที่มีผลขาดทุนสูงสุดจากการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน ก็ยังมีการซื้อ ตราสารอนุพันธ์สูงถึง 90% ของมูลค่าน้ำมันสำหรับ 9 เดือนแรกของปีนี้

สัดส่วนการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ สอดคล้องกับผลการวิจัยของ มหาวิทยาลัยรัฐโอคลาโฮมา สหรัฐ ซึ่งพบว่าธนาคาร และสถาบันการเงินยินดีที่จะ ปล่อยกู้ ให้แก่บริษัทสายการบินที่มีการบริหารความเสี่ยง ดังนั้น ยิ่งมีสัดส่วนการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น บริษัทก็จะได้เงินกู้เพิ่มขึ้น ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง

นอกจากนี้ กรีนวิช ยังสรุปว่า การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยใช้ออปชั่นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 38% ในปีที่แล้ว จากสัดส่วน 28% ในปีก่อนหน้า ส่วนการบริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทำให้ภาพรวมของมูลค่าการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยในปี 2551 มีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 30% จากปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ อินเตอร์เนชั่นแนล สวอปส์ แอนด์ เดริเวทีฟส์ แอสโซซิเอชั่น พบว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว มูลค่าการบริหารความเสี่ยงโดยรวมปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2544 เพราะ วิกฤติการเงิน ทำให้ธนาคารขายตราสารอนุพันธ์ในปริมาณที่ลดลง แต่มีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าว และถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ

บางธนาคารถึงกับต้องหยุดซื้อขายตราสารอนุพันธ์กันเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ มีการปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าของตราสารอนุพันธ์ก็มักจะมีราคาสูงขึ้นตาม ทำให้ธนาคารต้องปล่อยกู้ให้แก่บริษัทลูกค้าที่ต้องการบริหารความเสี่ยงในวงเงินที่มากขึ้น ซึ่งหากทำให้มูลค่าปล่อยกู้เข้าใกล้ขอบเขตที่กำหนดโดยกฎเกณฑ์ ธนาคารก็ต้องระงับการทำธุรกรรมดังกล่าว

ไม่ใช่แค่ธุรกิจสายการบินเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แม้แต่ ธุรกิจส่งออกผ้า ของอินเดียก็พบกับปัญหาจากธนาคารที่ไม่ยอมปล่อยกู้ และต้องขายตราสารอนุพันธ์เพื่อบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือแม้แต่ กองทุนบำเหน็จบำนาญ ก็ไม่สามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากต้นทุนในการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสำหรับบางธุรกิจค่าธรรมเนียมสำหรับการซื้อขายตราสารอนุพันธ์อาจสูงขึ้นจาก 0.1% เป็น 2% เนื่องจากธนาคารจะบวกค่าความเสี่ยงของบริษัท หรือกลุ่มธุรกิจเข้าไปด้วย

ผลก็คือ บางธุรกิจโดยเฉพาะบริษัทส่งออกประสบปัญหาโดยตรงจากความเสี่ยงดังกล่าว ตัวอย่างเช่น โรลส์รอยซ์ บริษัทอังกฤษ ซึ่งมีรายได้ส่วนใหญ่เป็นดอลลาร์ และมีต้นทุนเป็นเงินปอนด์

อย่างไรก็ตาม วิกฤติการเงินที่ผ่านมาได้เป็นเหมือนบทเรียนสำคัญทำให้ทั้งฝั่งบริษัทที่ต้องการบริหารความเสี่ยง และฝั่งธนาคารที่ต้องการให้ลูกค้าบริหารความเสี่ยง พิจารณาถึงความเสี่ยงจาก ตราสารอนุพันธ์ทั้งหลายที่นำมาใช้มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้ภาพรวมของการบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากขึ้น

 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

สถิติเว็บไซต์

ลิ้งค์เพื่อนบ้าน

โปรโมทเว็บ
thai-school.net -

Who's Online

เรามี 36 บุคคลทั่วไป ออนไลน์