You are here:

ก้าวสู่โลกนวัตกรรมแห่งความคุ้มค่า

ก้าวสู่โลกนวัตกรรมแห่งความคุ้มค่า

มองมุมใหม่ : รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โลกยุคปัจจุบันที่ทั้งความถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นตัวแปรหลัก แถมยังรุมเร้าด้วยสารพันปัญหาและอุปสรรคมากมาย จนทำให้ทุกกิจการไม่มีทรัพยากรเหลือเฟือเอาไว้ใช้กันเหมือนดังเช่นในอดีต ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการพัฒนานวัตกรรม ให้นำสู่ความคุ้มค่าให้มากที่สุด ถือเป็นสุดยอดปรารถนาและเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการอยู่รอด

ในโลกแห่งความกดดันใบนี้ ของดีและถูกจำเป็นต้องมาด้วยกันเสียแล้ว จึงจะเป็นผู้ชนะอย่างถาวรได้ ซึ่งกิจการยักษ์ใหญ่มากรายที่ต้องถึงกาลล้มพับไป ก็เนื่องมาจากไม่สามารถนำเสนอนวัตกรรมในราคาประหยัดรับกับการแข่งขันที่รุนแรงได้นั่นเอง หลายกรณีโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์โลกเป็นเครื่องชี้วัดได้เป็นอย่างดีครับ

ซึ่งปรากฏการณ์นวัตกรรมแห่งความคุ้มค่าที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียนี้ ถือว่ามาจากไม่เพียงแต่ปัจจัยทางด้านต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น แต่ยังเพราะแนวคิดการบริหารงานที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพสมัยใหม่มากมายหลายประการ นำไปสู่ต้นทุนการพัฒนานวัตกรรมที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

นวัตกรรมล่าสุดที่น่าสนใจจากประเทศเกิดใหม่เหล่านี้นั้น อาจจะทัดเทียมหรือเหนือกว่าสิ่งที่คิดค้นจากประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะนวัตกรรมจากรากหญ้า ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน อาทิเช่น ในอินเดียมีการคิดค้นเทคโนโลยีในการเก็บรักษาความเย็นโดยใช้ดินเหนียวชนิดพิเศษ นำมาทำเป็นตู้เย็นที่ไม่ต้องใช้พลังงานเลย และสามารถเก็บรักษาอาหารให้สดใหม่ได้หลายวันเทียบเท่าตู้เย็นปกติทีเดียว เหมาะกับท้องถิ่นทุรกันดารที่ไฟฟ้ายังเข้าไปไม่ถึง

หรือ เครื่องมือเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรที่ใช้เพียงกำลังของเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ แต่ให้กำลังแรงงานและผลผลิตเทียบเท่ารถแทรกเตอร์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มองว่าจะสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำสู่ความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กิจการที่สร้างนวัตกรรมอย่างความคุ้มค่า ราคาประหยัด จึงสามารถผงาดขึ้นมากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญได้ในเวลาไม่นาน โดยเฉพาะอนาคตคาดว่าจะเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของกิจการตะวันตกทั้งหลาย นั่นคือ กิจการจากอินเดียและจีนที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ จนกระทั่งมูลค่าของเงินลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของจีนกำลังจะแซงหน้าญี่ปุ่น ที่เคยเป็นผู้นำการลงทุนด้านการพัฒนานวัตกรรมของโลกในอนาคตอันใกล้นี้ ถึงกับมีนักกลยุทธ์หลายท่านกล่าวกันว่า “สายลมแห่งการพัฒนาและความเจริญ จะพัดผ่านจากตะวันตก เข้าสู่เอเชียในอนาคตอันใกล้” ทีเดียว

เริ่มจากกิจการในอินเดียที่เริ่มเข้าสู่การเป็นผู้เล่นชั้นนำระดับโลกอย่างเต็มตัว อาทิเช่น ทาทามอเตอร์กับรถยนต์นวัตกรรมใหม่ ที่มีการพัฒนาทั้งกระบวนการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ จนทำให้ได้รถยนต์ที่มีคุณสมบัติไม่ด้อยไปกว่าจากบริษัทอื่นๆ แต่มีต้นทุนที่ถูกลงมาก ทำให้สามารถใช้ราคาในการแข่งขันบุกตลาดโลก และคาดว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะดึงส่วนครองตลาดรถยนต์โลกไปไม่น้อยทีเดียว

โดยทาทาเคาะราคาเริ่มต้นของทาทา นาโน เริ่มต้นที่ประมาณ 100,000 รูปี หรือเจ็ดหมื่นกว่าบาทเท่านั้น เรียกว่าถูกแสนถูก และกำลังพัฒนารุ่นที่แฟนซีขึ้นมาอีกหน่อย มีองค์ประกอบที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น สำหรับตลาดทั้งในยุโรปและอเมริกาในอีกสองปีข้างหน้า ซึ่งก็คาดว่าจะประจวบเหมาะกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกพอดี

นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของอินเดีย ก็เริ่มจรัสแสงขึ้นมาแล้ว โดยต้องยอมรับว่าธุรกิจด้านภาพยนตร์ของอินเดียมีชื่อเสียงมาระดับหนึ่งนานพอสมควร หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อเสียงของ “บอลลีวู้ด” ซึ่งผลิตหนังออกสู่ตลาดถึงปีละ 12,000 เรื่อง ต้องถือว่ามีจำนวนมหาศาลทีเดียว รวมถึงมีการพัฒนาก้าวไกลได้คุณภาพดีในระดับนานาชาติ อีกทั้งต้นทุนที่ถูกกว่าการผลิตภาพยนตร์ในฮอลลีวู้ดอย่างเทียบกันไม่ได้ จนทำให้สตูดิโอชั้นนำในฮอลลีวู้ด เริ่มหันมาผลิตร่วมกับบริษัทในบอลลีวู้ดแล้ว และคาดว่าหลายสตูดิโอในอินเดีย คงจะก้าวขึ้นสู่ระดับโลกได้ไม่ยากเช่นกัน

ส่วนบริษัททั้งหลายในจีนนั้นก็เริ่มพัฒนาเข้าสู่แนวทางดังกล่าวเช่นกัน โดยในช่วงที่ผ่านมา เริ่มตระหนักถึงจุดอ่อนของตนในด้านคุณภาพ มีสารตกค้างที่ไม่น่าพิสมัยอยู่ รวมถึงการดีไซน์ เพราะถูกโจมตีมากจากลูกค้าหลากกลุ่ม จนถึงกับมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ไชน่า โฟเบี่ย” คือ คนเริ่มกลัวและไม่ซื้อสินค้าที่ผลิตจากเมืองจีนเท่าไรแล้ว แม้จะมีราคาถูกมากก็ตาม จีนจึงทุ่มเททรัพยากรมากำจัดจุดอ่อนดังกล่าวของตนอย่างพร้อมเพรียงทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชนเลยทีเดียว

กรณีที่เห็นเด่นชัด คือ การสร้างสรรค์นวัตกรรมในธุรกิจแบตเตอรี่ ที่พัฒนาลิเทียมอิออน แบตเตอรี่ ที่มีราคาถูกและจ่ายพลังงานได้มหาศาล แถมยังง่ายต่อการผลิตอีกด้วย จนทำให้ต้นทุนของแบตลิเทียมนี้ ต่ำลงกว่าที่ผลิตในตะวันตกถึงสี่เท่า ซึ่งถือว่าเป็นการพลิกโฉมหน้าใหม่ให้กับรถยนต์แบบไฮบริด และรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้า ให้สามารถนำมาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบทีเดียว บริษัทรถยนต์โลกก็พุ่งเป้าการผลิตมาที่เมืองจีนกันอย่างคึกคักครับ

รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ในจีนก็กำลังมุ่งหน้าค้นคว้าพัฒนาอย่างเข้มแข็ง อาทิเช่น หวงซิง เมดิคอล ที่ลงทุนจ้างดีไซน์เอนจิเนียร์ถึง 800 คน เพื่อทำการพัฒนานวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ของตน โดยมีการนำเอาเทคโนโลยีต้นแบบมาจากอวกาศ และมาประยุกต์เข้ากับเครื่องฉายเอกซเรย์ ซึ่งปรากฏว่าให้ภาพที่ชัดเจนและได้มาตรฐานไม่แพ้เครื่องที่ผลิตโดยบริษัทระดับโลกจากตะวันตกเลย แต่ใช้ต้นทุนเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น เรียกว่าทั้งถูกทั้งดีครับ

นอกจากนี้กิจการข้ามชาติกว่าสามร้อยแห่ง ได้แห่กันมาเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนากันที่แดนมังกรแล้ว เนื่องจากความเพียงพอของบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมที่มีอยู่มากมายในเมืองจีน และค่าตอบแทนของบุคลากรหัวกะทิเหล่านี้ก็ยังไม่ถึงหนึ่งในสี่ของบุคลากรชาวอเมริกันและยุโรปด้วยซ้ำ ดังนั้นทิศทางการพัฒนาของโลก จึงไม่ได้เริ่มมาจากฝั่งตะวันตก แล้วจึงค่อยส่งต่อมายังฝั่งตะวันออกแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว ปัจจุบันจุดเริ่มของนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์และบริการหลายอย่าง เกิดที่ประเทศเกิดใหม่และกำลังพัฒนา อาทิเช่น จีน เป็นต้น และเมื่อคิดค้นเรียบร้อย ก็จะผลิตในสเกลมหาศาลไปตอบสนองต่อตลาดโลกทั้งหมดอีกทอดหนึ่ง

ดังนั้นโลกเรากำลังเข้าสู่ยุคนวัตกรรมแห่งความคุ้มค่า ของทั้งถูกทั้งดี ควร (ต้อง) มีในโลกแล้วครับ

 

 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

สถิติเว็บไซต์

ลิ้งค์เพื่อนบ้าน

โปรโมทเว็บ
thai-school.net -

Who's Online

เรามี 36 บุคคลทั่วไป ออนไลน์